เหมือนเช่นเดิม ธนาคารมีหน่วยงานที่เรียกว่า วาณิชธนกิจ (Investment Banking) ทำหน้าที่ค้นคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ใหักับธนาคาร ซึ่งหน่วยงานนี้จะช่วยหารายได้ให้กับธนาคาร นอกเหนือไปจากการรับฝากเงิน และปล่อยสินเชื่อ คือ การจัดตั้งหน่วยลงทุน หรือกองทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเปิด หรือกองทุนปิด หรือกองทุนแบบผสม รวมไปถึง การเป็นตัวแทนขายหุ้นกู้ ด้วย
หุ้นกู้ คือ การที่กิจการหรือบริษัท ต้องการกู้เงินจากแหล่งทุน โดยไม่ได้กู้จากธนาคารเพราะ กู้ธนาคารมาแล้ว หรือต้องการจ่ายดอกเบี้ยถูกกว่าธนาคาร กล่าวคือ บริษัทออกหุ้นกู้ให้แก่ผู้ซื้อ บริษัทได้เงินมาลงทุน ผู้ซื้อได้หุ้นกู้เป็นประกัน ผู้ซื้ออยู่ในฐานะเจ้าหนี้ ไม่ใช่เจ้าของบริษัท เพราะหุ้นกู้ไม่ใช่เจ้าของ หุ้นสามัญคือเจ้าของบริษัท อัตราดอกเบียหุ้นกู้แพงกว่า ดอกเบี้ยออมทรัพย์หรือฝากประจำ แต่ถูกกว่าดอกเบี้ย MLR MRR ฉะนั้น บริษัทกู้เงินได้ถูกกว่ากู้เงินจากธนาคาร และผู้ซื้อได้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากเงินกับธนาคาร แล้วธนาคารได้อะไร
คำตอบคือ ธนาคารเป็นตัวแทนนายหน้า หาผู้ซื้อหุ้นกู้ของกิจการ โดยได้รับค่าตอบแทนหรือค่าธรรมเนียมการจัดการจากกิจการหรือบริษัท และไม่ต้องรับผิดต่อเงินที่ผู้ซื้อได้จ่ายซื้อหุ้นกู้มา ถ้าหากกิจการไม่สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้คืนจากผู้ซื้อได้ แต่หุ้นกู้ส่วนใหญ่มักมาจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงและมีเครดิตดี เช่น
1.หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ธนาคารธนชาต
2.หุ้นกู้ บมจ.ปตท สำรวจและผลิต
3.หุ้นกู้ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น
4.หุ้นกู้ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย
ส่วนใหญ่ หุ้นกู้มีอายุไถ่ถอน 3-5 ปี และหุ้นกู้ บางประเภท สามารถขายได้ในตลาดรอง คือ จดทะเบียนในตลาดตราสารหนี้ (BEX) กล่าวคือ สามารถนำไปซื้อขายได้เหมือนหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น