Custom Search

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การโอนเงิน

ธนาคารมีธุรกรรมการโอนเงิน (Money Transfer) ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารเดียวกันหรือต่างธนาคารก็ตาม ลูกค้าธนาคารสามารถทำการโอนเงินได้ ดังนี้

1.โอนเงินธนาคารเดียวกัน สาขาเดียวกัน
2.โอนเงินธนาคารเดียวกัน ต่างสาขา แต่อยู่ในเขตเดียวกัน
3.โอนเงินธนาคารเดียวกัน ต่างสาขา และอยู่คนละเขต
4.โอนเงินธนาคารอื่น แต่อยู่ในเขตเดียวกัน
5.โอนเงินธนาคารอื่น และอยู่คนละเขต
6.โอนเงินต่างประเทศ ธนาคารเดียวกัน
7.โอนเงินต่างประเทศ ธนาคารอื่น

การโอนเงินแต่ละประเภท ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมแตกต่างกัน ถ้าเป็นธนาคารเดียวกัน อยู่ในเขตเดียวกัน ธนาคารไม่คิดค่าธรรมเนียมโอน นอกเหนือจากนี้ ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน บางธนาคารก็คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ คือ ธนาคาร TMB ไม่คิดค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินผ่านทางตู้ ATM ไม่ว่าจะเป็นตู้ ATM ธนาคารไหน ข้ามเขตหรือไม่ แต่อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีเพิ่มมากกว่าธนาคารอื่น ผู้ใช้บริการจึงต้องไปคำนวณว่าจะใช้บริการแบบใด จึงจะคุ้มค่ากว่า

การทำประกันภัย ประกันชีวิต

ธนาคารสามารถทำหน้าที่ผู้รับประกันภัย เช่นเดียวกับบริษัทประกันภัยอื่น ๆ ได้ หากได้กำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิของธนาคาร และได้ขออนุญาตจากกรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว ธนาคารก็สามารถรับประกันวินาศภัย หรือประกันชีวิตได้ หรือธนาคารอาจแยกกิจการออกเป็น บริษัทประกันภัย เช่น บริษัทกรุงเทพประกันภัย กรุงศรีอยุธยาประกันภัย เป็นต้น

ธนาคารจะมีรายได้จากเบี้ยประกันภัย ทั้งประกันวินาศภัย และประกันชีวิต มีการออกกรมธรรม์ให้กับผู้ทำประกัน นอกจากนี้ ธนาคารยังมีผลิตภัณฑ์ เช่น ฝากเงินออมทรัพย์แบบมีประกันอุบัติเหตุ ฝากเงินแบบมีประกันชีวิต ซึ่งเป็นทางเลือกแก่ผู้ฝากเงิน ที่ประสงค์ฝากเงินและได้รับความคุ้มครองอุบัติเหตุ หรือชีวิตร่างกาย ควบคู่กันไปด้วย หรือลูกค้าธนาคารซึ่งขอสินเชื่อกับธนาคาร และมีการทำประกันชีวิตกรณีเกิดเสียชีวิตก่อนที่จะใช้คืนเงินกู้ให้แก่ธนาคารครบถ้วน เป็นต้น

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การซื้อขายหุ้นสามัญ

เหมือนเช่นเดิม ธนาคารมีหน่วยงานที่เรียกว่า วาณิชธนกิจ (Investment Banking) ทำหน้าที่ หาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เช่น การรับจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน หรือจองซื้อหุ้นที่ขายให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือที่เรียกว่า IPO (Initial Public Offering) แก่บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ โดยธนาคารได้รายได้จากค่าธรรมเนียมในการจัดการ นอกจากนี้ ธนาคารยังอาจแยกกิจการเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้น ออกเป็นบริษัทหลักทรัพย์ เช่น บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย เป็นต้น

หุ้นสามัญ หมายถึง หุ้นที่แสดงความเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้นมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการ มีหน้าที่ดูแลกิจการ เข้าร่วมประชุม กำหนดทิศทางการบริหารงาน รับเงินปันผลจากกำไรของบริษัท มีสินทรัพย์คือใบหุ้น รวมถึงส่วนล้ำมูลค่าหุ้นหากบริษัทมีกำไรสะสม หุ้นสามัญที่เป็นหุ้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ได้แก่

1.กลุ่มพลังงาน เช่น ปตท (PTT) ปตท.สำรวจและผลิต (PTTEP) โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ (TOP) บริษัทถ่านหินบ้านปู (BANPU)
2.กลุ่มธนาคาร เช่น ธ.กรุงเทพ (BBL) ธ.ไทยพาณิชย์ (SCB) ธ.กสิกรไทย (KBANK) ธ.ธนชาต (TCAP)
3.กลุ่มเกษตรและอาหาร เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) น้ำมันพืชไทย (TVO) น้ำตาลขอนแก่น (KSL)

อุตสาหกรรมหลักในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีหุ้นสามัญจดทะเบียนอยู่มากกว่า 450 บริษัท จะเป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดีเกือบทุกภาคส่วน หุ้นสามัญจึงมีความสำคัญอย่างมาก ไม่เพียงแสดงฐานะที่เป็นทรัพย์สินของผู้ถือหุ้น แต่ยังเป็นเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การซื้อขายหุ้นกู้

เหมือนเช่นเดิม ธนาคารมีหน่วยงานที่เรียกว่า วาณิชธนกิจ (Investment Banking) ทำหน้าที่ค้นคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ใหักับธนาคาร ซึ่งหน่วยงานนี้จะช่วยหารายได้ให้กับธนาคาร นอกเหนือไปจากการรับฝากเงิน และปล่อยสินเชื่อ คือ การจัดตั้งหน่วยลงทุน หรือกองทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเปิด หรือกองทุนปิด หรือกองทุนแบบผสม รวมไปถึง การเป็นตัวแทนขายหุ้นกู้ ด้วย

หุ้นกู้ คือ การที่กิจการหรือบริษัท ต้องการกู้เงินจากแหล่งทุน โดยไม่ได้กู้จากธนาคารเพราะ กู้ธนาคารมาแล้ว หรือต้องการจ่ายดอกเบี้ยถูกกว่าธนาคาร กล่าวคือ บริษัทออกหุ้นกู้ให้แก่ผู้ซื้อ บริษัทได้เงินมาลงทุน ผู้ซื้อได้หุ้นกู้เป็นประกัน ผู้ซื้ออยู่ในฐานะเจ้าหนี้ ไม่ใช่เจ้าของบริษัท เพราะหุ้นกู้ไม่ใช่เจ้าของ หุ้นสามัญคือเจ้าของบริษัท อัตราดอกเบียหุ้นกู้แพงกว่า ดอกเบี้ยออมทรัพย์หรือฝากประจำ แต่ถูกกว่าดอกเบี้ย MLR MRR ฉะนั้น บริษัทกู้เงินได้ถูกกว่ากู้เงินจากธนาคาร และผู้ซื้อได้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากเงินกับธนาคาร แล้วธนาคารได้อะไร

คำตอบคือ ธนาคารเป็นตัวแทนนายหน้า หาผู้ซื้อหุ้นกู้ของกิจการ โดยได้รับค่าตอบแทนหรือค่าธรรมเนียมการจัดการจากกิจการหรือบริษัท และไม่ต้องรับผิดต่อเงินที่ผู้ซื้อได้จ่ายซื้อหุ้นกู้มา ถ้าหากกิจการไม่สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้คืนจากผู้ซื้อได้ แต่หุ้นกู้ส่วนใหญ่มักมาจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงและมีเครดิตดี เช่น

1.หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ธนาคารธนชาต
2.หุ้นกู้ บมจ.ปตท สำรวจและผลิต
3.หุ้นกู้ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น
4.หุ้นกู้ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย

ส่วนใหญ่ หุ้นกู้มีอายุไถ่ถอน 3-5 ปี และหุ้นกู้ บางประเภท สามารถขายได้ในตลาดรอง คือ จดทะเบียนในตลาดตราสารหนี้ (BEX) กล่าวคือ สามารถนำไปซื้อขายได้เหมือนหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน

การซื้อขายหน่วยลงทุน

ธนาคารมีหน่วยงานที่เรียกว่า วาณิชธนกิจ (Investment Banking) ทำหน้าที่ค้นคิด ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ใหักับธนาคาร ซึ่งหน่วยงานนี้จะช่วยหารายได้ให้กับธนาคาร นอกเหนือไปจากการรับฝากเงิน และปล่อยสินเชื่อ คือ การจัดตั้งหน่วยลงทุน หรือกองทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเปิด หรือกองทุนปิด หรือกองทุนแบบผสม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ได้แก่

1.กองทุนเปิด หุ้นทุน
2.กองทุนเปิด ตราสารหนี้
3.กองทุนรวม LTF
4.กองทุนรวม RMF
5.กองทุนรวมแบบผสม INDEX FUND
6.อื่น ๆ ตามที่กำหนด

วิธีการคือ ธนาคารจัดตั้งกองทุน ขึ้นมา โดยระดมเงินทุนจากบุคคลทั่วไป กองหนึ่ง มูลค่าขั้นต่ำประมาณ 1,000,000,000 บาท (1พันล้านบาท) เพื่อนำเงินไปลงทุนตามวัตถุประสงค์ของกองทุน นำเงินไปใช้อย่างอื่นไม่ได้ ทุก ๆ วัน กองทุนจะมีการคำนวณว่า มูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับทุก ๆ วัน ซึ่งผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบได้จากตัวแทนกองทุน ตามที่ประกาศ หรือเว็บไซต์ของกองทุน โดยกองทุน
คำนวณให้เป็นหน่วยลงทุน เช่น

ธนาคารธนชาต ออกกองทุนรวมหุ้นทุน SET50 INDEX เงินลงทุนขั้นต้น 1,000,000,000 บาท (1พันล้านบาท) คิดเป็น หน่วยลงทุน 100 ล้านหน่วย หน่วยละ 10 บาท รวมเป็น 1,000 ล้านบาท มีนักลงทุนซื้อหน่วยลงทุน 500,000 บาท คิดเป็น 50,000 หน่วย ต้นทุน 10.00 บาท/หน่วย ต่อมา 1 เดือน เงินทุนคิดเป็น 1,120,000,000 บาท หรือคิดเป็นหน่วยละ 11.20 บาท แสดงว่านักลงทุนมีกำไร หน่วยละ 1.20
บาท มีอยู่ 50,000 หน่วย เท่ากับกำไร 60,000 บาท เป็นต้น

การขอสินเชื่อ

ผู้ลงทุนหรือทำมาค้าขาย มักจะไปขอสินเชื่อกับธนาคาร กล่าวคือ ขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำเงินมาใช้ทำธุรกิจของตน โดยผู้ขอสินเชื่อต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่ธนาคาร พร้อมกับวางหลักประกันในการขอสินเชื่อด้วย การขอสินเชื่อมีหลายประเภทได้แก่

1.สินเชื่อเพื่อการทำธุรกิจ เช่น กู้ยืมเพื่อเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ O/D Overdraft
2.สินเชื่อเพื่อการศึกษา เช่น กู้ยืมเพื่อศึกษาต่อ
3.สินเชื่อพาณิชย์ เช่น กู้ยืมเพื่อสร้างร้านขายอาหาร
4.สินเชื่ออุตสาหกรรม เช่น กู้ยืมเพื่อสร้างโรงงานถลุงเหล็ก
5.สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เช่น กู้ยืมเพื่อซื้อคอนโดมิเนียม
6.สินเชื่อส่วนบุคคล เช่น กู้ยืมผ่านบัตรเครดิต
7.สินเชื่ออื่น ๆ ที่กำหนดขึ้นใหม่

สินเชื่อแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการกู้ ธนาคารจัดแยกประเภทไว้เพื่อคำนวณความเสี่ยงของธุรกิจต่าง ๆ โดยจะต้องแยกอัตราดอกเบี้ย หลักประกันที่ต้องใช้ ให้สอดคล้องกับประเภทของสินเชื่อ

อัตราดอกเบี้ย ได้แก่
MLR minimum loan rate ปัจจุบัน ประมาณ 8%
MRR minimum retail rate ปัจจุบัน ประมาณ 7%

นอกจากนี้ ธนาคารยังต้องขอให้ผู้กู้ วางหลักประกันเพื่อป้องกันความเสียหายจากการไม่คืนเงิน เช่น จำนองบ้านและที่ดิน หรือให้บุคคลที่น่าเชื่อถือทำสัญญาค้ำประกันไว้

การฝากเงิน

ธนาคารเปิดบริการรับฝากเงินแก่บุคคลทั่วไป การรับฝากเงินมีหลายประเภทตามลักษณะ และวัตถุประสงค์ของผู้ฝาก ได้แก่

1.ฝากออมทรัพย์ หมายถึง การฝากเงินโดยไม่กำหนดระยะเวลาการฝาก หรือถอนเงิน อัตราดอกเบี้ยจึงจ่ายให้ผู้ฝากต่ำสุด (ปัจจุบันอยู่ที่ 0.25%) เพราะธนาคารต้องเตรียมเงินไว้เผื่อผู้ฝากต้องการถอนเงินตลอดเวลา และผู้ฝากต้องเสียภาษีดอกเบี้ย 15% (ถ้าได้ดอกเบี้ยมากกว่า 20,000 บาทต่อปี)

2.ฝากประจำ หมายถึง การฝากเงินโดยกำหนดระยะเวลาชัดเจนแน่นอน ครบกำหนดแล้ว ผู้ฝากจึงจะมาถอนเงินคืน และธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้เมื่อครบกำหนด อัตราดอกเบี้ยจะมากกว่าฝากออมทรัพย์ เช่น ฝาก 6 เดือน ดอกเบี้ย 1% , ฝาก 12 เดือน ดอกเบี้ย 1.25% , ฝาก 24 เดือน ดอกเบี้ย 1.75% , ฝาก 36 เดือน ดอกเบี้ย 2.00% เพราะธนาคารนำเงินไปลงทุน หรือปล่อยสินเชื่อได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าผู้ฝากจะมาถอนเงินก่อนกำหนด และเช่นกันผู้ฝากต้องเสียภาษีดอกเบี้ย 15% (ถ้าได้ดอกเบี้ยมากกว่า 20,000 บาทต่อปี) ถ้าผู้ฝากผิดข้อตกลงคือ เลิกฝากหรือถอนเงินก่อนครบกำหนด ก็จะไม่ได้รับดอกเบี้ยตามที่ตกลง และดอกเบี้ยอาจลดลงเหลือเท่ากับฝากออมทรัพย์แทน

3.ฝากเงินปลอดภาษี หมายถึง มีข้อตกลงกับผู้ฝากว่า ดอกเบี้ยทั้งหมดที่ผู้ฝากได้รับ จะได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งธนาคารได้ดำเนินการขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ส่วนมากเงินฝากปลอดภาษีมักจะต้องฝากเป็นประจำทุกเดือนในอัตราที่เท่ากัน เช่น ฝากเดือนละ 1,000 บาท จำนวน 36 เดือนติดต่อกัน อัตราดอกเบี้ย 3% ถ้าผู้ฝากผิดข้อตกลงคือ เลิกฝากหรือถอนเงินก่อนครบกำหนด ก็จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษนี้
และดอกเบี้ยอาจลดลงเหลือเท่ากับฝากออมทรัพย์แทน

4.เงินฝากอื่น ๆ ตามที่ธนาคารได้กำหนดขึ้นใหม่ตามช่วงเวลา เช่น เงินฝากแบบผสมยืดหยุ่น

เพิ่มเติม ผู้ฝากมีสิทธินำรายได้ดอกเบี้ยไปคำนวณรวมกับการยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อวางแผนภาษีว่าจะยื่นแบบใด คือ ให้หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือนำไปรวมเพื่อได้รับคืนภาษีดอกเบี้ยได้ วิธีนี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีรายบุคคลเท่านั้น

ปัจจุบัน ธนาคารหนึ่ง ๆ จะรับผิดชอบเงินของผู้ฝากจำนวนไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อคน ตามกฎหมายประกันเงินฝากซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้านี้ ผู้ฝากจึงต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ธนาคารนำเงินฝากไปทำธุรกรรมต่อ เช่น นำไปฝากกับธนาคารแห่งประเทศไทย นำไปเก็บไว้เป็นทุนสำรอง นำไปปล่อยสินเชื่อให้กับบุคคลทั่วไป นำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น โดยธนาคารได้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนซึ่งหลาย ๆ ธุรกรรม บุคคลธรรมดาไม่สามารถทำได้ มีเพียงกิจการธนาคารเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะกิจการธนาคารเป็นกิจการที่ถูกควบคุมโดยธนาคารแห่ง
ประเทศไทย ใครที่ดำเนินธุรกิจคล้ายกับธนาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่ามีความผิดตามกฎหมายทั้งสิ้น

เบื้องต้น

Web Blog นี้ จะแนะนำผู้อ่านเกี่ยวกับเรื่องการทำธุรกรรมกับธนาคาร ซึ่งผู้อ่านสามารถทำกิจกรรมได้ ทั้งเป็นลูกค้า และผู้ใช้บริการ กล่าวคือ เป็นทั้งลูกหนี้ธนาคาร และเจ้าหนี้ธนาคาร อย่างหนึ่งอย่างใด หรือทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน กิจกรรมหลาย ๆ อย่างได้แก่

1.การฝากเงิน
2.การขอสินเชื่อ
3.การซื้อขายหน่วยลงทุน
4.การซื้อขายหุ้นกู้
5.การซื้อขายหุ้นสามัญ
6.การทำประกันภัย ประกันชีวิต
7.การโอนเงิน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
8.การชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์
9.การทำธุรกรรมผ่านทางตู้ ATM รวมถึง ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์
10.อื่น ๆ ซึ่งอาจเป็น นวัตกรรมใหม่ ๆ ของผลิตภัณฑ์จากธนาคาร

ผู้อ่านทุกท่านสามารถเรียนรู้ และทำความเข้าใจ วิธีการทำธุรกรรมต่าง ๆ ตลอดจนผลประโยชน์ที่ถูกต้อง และการใช้บริการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาศัยบทความที่นำเสนอนี้ และเพื่อเผยแพร่ให้เกิดการหมุนเวียนการทำธุรกรรมให้เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจส่วนรวม ผู้อ่านที่มีข้อสงสัยโปรดส่ง email สอบถามได้ที่ kanyafong@gmail.com เรายินดีตอบข้อซักถามเกี่ยวกับธนาคารให้